ส วัส ดี ค่ะ ทุก คน …

(ลองอ่านทีละพยางค์ เน้นๆ อารมณ์แบบมาคุๆ หน่อย)

 

หึ หึ หึ ..

วันนี้ ป่านไม่ได้จะมาเล่าเรื่องผีหรืออะไรหรอกค่ะ

 

หึ หึ หึ ..

จะมาเล่าความผิดพลาด อัปยศ อดสู จู๊ฮุกกรู ของชีวิตวัย 20 ของป่านเอง..

 

หึ หึ หึ ..

 

 

เฮ้อ เหนื่อย.. มันดูจะมาคุเกินไปหน่อยเนอะ

กลับมาเล่าแบบดีๆ ละกัน (=  _  = ;)

 

ที่วันนี้ตั้งใจจะมาเขียนอะไรสักนิดสักหน่อยเนี่ย..

เพราะคับแค้นหัวอกหัวใจมาก

เรื่องของเรื่องคือ ป่าน สอบ วัดระดับ ภาษาญี่ปุ่น ระดับ N2 ไม่ผ่าน !!!!!!

 

อ๊า ก  ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก  ก ก ก ก  กกก (|||`□´ |||)


 

 

ขออธิบายถึงการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น ..

เป็นการสอบเกี่ยวกับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของนักศึกษาต่างชาติ

ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

แต่ก่อนแบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับ 1 คือระดับที่ยากที่สุด

ตอนนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ระดับ 1 ยังคงเป็นระดับครองแชมป์ความยาก

ป่านสอบระดับ 2 ไปเมื่อปลายปี 2010 .. หึ หึ หึ (ยังไม่เลิกๆ)

 

ตอนไปสอบ ก็เฉยๆ เหมือนไปสอบปกติธรรมดาแหละ ..

ลืมพกนาฬิกาข้อมือไป …. กะว่าที่ห้องสอบมันต้องมีแน่ๆ

มันต้องมีสิฟะ ห้องสอบนะเห้ย ไม่มีนาฬิกาได้ไง ..

หรือถ้ามันไม่มีจริงๆ .. อย่างน้อยคนคุมสอบต้องประกาศบอกเวลาก่อน อย่างน้อยห้านาทีอ่ะ ..

ถึงจะเคยเป็นฆาตรกรหน้าเหี้ยมมาก่อน

ห้าาา า า าาา า นาทีก่อนบอกให้วางดินสอเนี่ย ต้องบอกกันบ้างล่ะฟระ ..

 

ไปถึงห้องสอบป๊า บ บบ บ บ บ  …

เป็นห้องประชุมใหญ่บั๊กเอ้ก และ ไม่มีนาฬิกา ..

โอ้ว .. มันไม่มีจริงๆ ด้วยเฮ้ย  (゚ー゚;

ไม่เป็นไร เข้าสู่แผนสองที่คิดเตรียมไว้ .. เค้าบอกก่อนหมดเวลาแน่

 

เอ้า เริ่ม ม ม  ..

ก้มหน้าก้มตาทำไป เวลาก็ไม่รู้เว้ย ใจไม่ค่อยดี

ก็เลยรีบๆ ทำ (เริ่มรู้ว่าไม่ควรชิลล์.. จริงๆ ควรรู้นานแล้ว)

แรกๆ เป็นส่วนของคำศัพท์ ในห้าข้อ จะง่ายซะสองข้อ

เอาไงดี เว้นๆ ข้อที่ไม่รู้ไปก่อนละกัน..

ถ้าไม่ทันจริงๆ ซักห้านาทีก่อนหมดเวลาค่อยกลับมากาแบบพึ่งพาโชคลาภก็ได้

 

เข้าสู่ส่วนของไวยกรณ์ เออ ยากดี สมกับเป็นระดับ 2

เริ่มๆ เหม่อๆ สปีดเริ่มตก พยายามดึงตัวเองกลับมาเต็มที่

เตือนตัวเอง เฮ้ย ทำข้อสอบอยู่ๆ

ก็พยายามรักษาเวลา แต่ใจก็ตุ้มๆ ต่อมๆ

ว่าจะถามคนคุมอยู่เหมือนกันว่าเหลืออีกกี่นาที.. แต่ก็ไม่ได้ถาม

 

พอเข้าส่วนที่ต้องอ่าน โอ้โห ลายหูลายตา ปั่น ๆ ๆๆ

 

เอ้า วางดินสอ อ  ออ ..

 

หึ๊ !!!!!!?  ∑(; ̄□ ̄

อะไรนะคะ มะ .. เมื่อกี้ว่าไงนะคะ..

 

อ้าว เฮ้ย อ้าว มึน … เฮ้ย ย ย ย ย ย ย ย ย ย ย ย ย ยย

 

ตอนนั้นแบบเหมือนไฟในห้องประชุมนั้นดับพรึ่บ !!!!

ไอ่ข้อหน้าๆ ก็ไม่ได้กลับไปกา เว้นไว้บานเลย แล้วไอ่ข้างหลัง ก็ยังไม่เสร็จ

แล้ว ยังไง อะไร ทำไม เฮ้ย โหดกว่าฆาตรกรหน้าเหี้ยมอีก !!!!!

วางดินสอด้วยใจแป้วๆ ..

น้ำตาแทบไหลอ่ะ ตอนนั้น ..

ดีที่มีเพื่อนคอยคุยด้วย ไม่งั้นต้องร้องไห้แน่ๆ เลย

กลับเข้าไปทำข้อสอบฟังแบบหงอยๆ เหมือนไก่ติดไข้หวัดนก …

 

เนื่องจากการตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน มันไม่ได้ดูแค่คะแนนรวมอย่างเดียว

มันดูคะแนนแต่ละพาร์ทด้วย ..

ป่านเลยเตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าผ่านก็มหัศจรรย์แล้วล่ะ ..

 

หลังจากวันนั้นก็สลดหดหู่ไปประมาณหนึ่งวัน..

พอผ่านพ้นวันนั้นไปก็เกิดการบำบัดตัวเอง และอาการดีขึ้น

กะว่าผลออกค่อยเศร้าทีเดียวละกัน.. ประหยัดเวลาดี

 

ผลออกมาเดือนกุมภา ก่อนกลับบ้านไม่กี่วัน..

นั่นไง ชัดเลย … ไม่ผ่าน .. (T____T)

 

ก็เลยสลดหดหู่ไปอีกวันนึง ..

ดีนะ ที่หลังจากนั้นได้กลับไปลั้นลาที่ไทย ทำให้ลืมมันไปได้พักใหญ่ๆ

แต่ในใจมันก็เหมือนมีอะไรค้างๆ คาๆ อยู่ตลอดเวลาเลยนะคะ

เหมือนเราแค่ปล่อยน้ำที่มันขุ่นทิ้งไว้ แล้วเดินไปเล่นที่อื่นอ่ะ

ถ้าเราต้องกลับมาใช้น้ำนั้นอีก ตะกอนที่เคยอยู่ก้นโอ่ง มันก็จะฟุ้งขึ้นมาอีก..

 

" ไม่น่าเลย !!!!! "

คือคำที่ป่านพูดกับตัวเองซ้ำๆ ย้ำๆ

แต่พูดไปก็เท่านั้นแหละ..

 

ป่านว่าป่านก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นนะ …

เอ๊ะ หรือจริงๆ ป่านก็แอบโง่.. (=  ___ =)

อืม.. คิดไปก็เท่านั้นแหละ

 

แต่มันเป็นความคับแค้นเล็กๆ ของเด็กตาดำๆ คนนึงเลยนะ

ที่แบบว่า เรียนมาเป็นปี แต่ดันสอบไม่ผ่าน …

มันแค้นตัวเองอ่ะ  เฮ้ย ไม่่ผ่านได้ไง(วะ) เรียนมาเยอะขนาดนั้น

 

ป่านนี้แล้ว ถึงจะพูดอะไร หรือหาเหตุผลมาปลอบตัวเองมากเท่าไหร่

ป่านว่ามันก็เหมือนกับหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองเท่านั้นแหละ

ไม่ว่าเรื่องอะไร คนเรามักหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองได้เสมอ

 

 

มันเหมือนเราวิ่งไปซื้อขนมที่ตลาดกับเพื่อนๆ คุยกันลั้นลาเฮฮากันอยู่ดีๆ

ก้มมองเท้า อ้าว เฮ้ย ลืมใส่รองเท้ามา

แวะซื้อรองเท้าแตะตราปูที่ร้านขายของชำ

ออกมาอีกที เพื่อนไปนู่นนนนนแล้ว!!

ป่านว่ามันเป็นเรื่องปัญญาอ่อนนิดหน่อย ที่จะตะโกนให้เพื่อนๆ หยุดรอเรา

เชื่อว่าใจของทุกคนคงอยู่ที่ขนมที่ตลาดแล้วแหละ

ถ้าสุดท้าย ยังไงเป้าหมายก็คือ ตลาด เหมือนกัน

สู้สปีดตามไม่ดีกว่าเหรอ..


 

 

 

ที่ลุกขึ้นมาเขียนที่มาที่ไปของการสอบไม่ผ่านของตัวเอง

เพราะวันนี้เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นกับรุ่นน้อง.. เฮอะ เฮอะ ..

คนเราเนอะ มันควรจะว่าง แต่มันดันต้องไปเรียนอะไรที่เคยเรียนมาแล้วเนอะ ..

ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ งอแง ไม่อยากไป .. ฮือ ๆ ๆๆ

 

แต่พอไปนั่งเรียน เซนเซเป็นเซนเซที่มาจากบริษัทใหม่

เซนเซทุกคนเป็นคนที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเรียนด้วยกันมาก่อน

แล้วคนที่สอนป่าน เค้าก็ดูไฟแรง ดูคึกคักดี

สอนออกเสียงขึ้นๆ ลงๆ ด้วย โอ๊ว คึกคักๆ

 

พยายามหาข้อดีของการเรียนซ้ำอีกรอบที่จะมาให้เหตุผลกับตัวเอง

  1. ได้เรียนใหม่อีกรอบ ความรู้แน่นปึ๊ก !!
  2. ได้เรียนกับน้องๆ นั่งทำหน้าเอ๊าะๆ เนียนๆ โอ๊ว สิบเก้าอีกครั้ง !!
  3. เซนเซคนใหม่ จากบริษัทใหม่ ได้ความรู้จากวิธีการสอนแบบใหม่ เฟรช ช ช  !!
  4. ถ้าเป็นคาบว่าง ป่านต้องนั่งชิลล์ปัญญาอ่อนแน่ๆ แต่นี่มีคนมาบอกให้เราไปเรียน แถมสอนให้ฟรีๆ ถึงที่ !!


ได้กับได้เห็นๆ กำไรล้วนๆ !!!!!!


 

ยังแอบนึกเลยว่า นี่ถ้าป่านสอบผ่าน..

ป่านต้องไม่ขอมานั่งหน้าสลอน เรียนซ้ำอีกรอบแน่ๆ …

คิดไปคิดมา นี่ป่านต้องขอบคุณตัวเองปะเนี่ย.. เอิ่ม..

 

เอาเป็นว่า.. ไหนๆ ก็เสียเวลาแวะซื้อรองเท้าแตะกลางทางไปแล้ว

ก็ขอใช้ไอ่รองเท้าแตะตราปูคู่ใหม่นี้ให้คุ้มซะหน่อยละกัน..

 

เชื่อว่าตราบใดที่ยังไม่วิ่งไปทิศตรงข้ามกับตลาด

สักวันมันต้องได้กินสิน่า ขนมแสนอร่อยที่ฝันไว้น่ะ !!!!

 

 

อัพเดทสถานการณ์แผ่นดินไหว ..

ฮาชิโมโตวันนี้ก็ไหวหลายครั้งเลย

เมื่อเช้านอนๆ อยู่ เตียงก็ไหว ๆ  ๆๆ เพลินเลย เกือบนอนต่อ ฮ่า ๆ ๆ

เรียนอยู่ก็ไหว .. ไหวมันได้เรื่อยๆ ทุกวันอ่ะ แ